มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต


มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

     กระดานเสวนาเพื่อการศึกษา แลกเปลี่ยน เรียนรู้  เพื่อความเข้าใจอันดีระหว่างกัน ใช้เพื่อสำหรับการเก็บรวบรวมความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลามวิถีชีวิตเรื่องราวที่น่าสนใจ ศิลปวัฒนธรรมของคนล้านนาและคนมุสลิมที่อาศัยอยู่ในถิ่นล้านนาที่น่าสนในจากเว็บอื่นๆหรือจากสมาชิกที่เขียนขึ้นหรือแสดงความคิดเห็นจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ง่ายขี้นสำหรับผู้ที่สนใจในการสืบค้นข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ในการศึกษาและเรียนรู้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ หากนำไปเผยแพร่เพื่อส่งเสริมในการกระทำอันเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน 

อ่านกระทู้ด้านศาสนาหรือกระทู้ใด ๆโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน หรือสอบถามผู้รู้อีกครั้งหนึ่งก่อนนำไปปฎิบัติหรืออ้างอิงใดๆ  

สนับสนุน เพื่อไม่่ให้ เว็บมุสลิมเชียงใหม่ หายไปจากระบบ 

โดยบริจาค เพื่อสนับสนุนเว็บ
ชื่อบัญชี  นายชุมพล  ศรีสมบัติ  ธนาคารกรุงไทย  สาขาสันป่าข่อย เชียงใหม่  เลขที่บัญชี 502-0-13164-4

 


เริ่มนับ 23 July 2011 08.30 น.

หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: วันฮารีรายาวัฒนธรรมมุสลิม  (อ่าน 1445 ครั้ง)

ป้อหลวงบ้าน
Administrator
Hero Member
*****

Karma: +0/-0
กระทู้: 7047 Level 68 : Exp 38%
HP: 58.2%

มุสลิมเชียงใหม่


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มีนาคม 20, 2011, 08:53:02 pm »
แบ่งปัน

วันฮารีรายาวัฒนธรรมมุสลิม        
เขียนโดย Administrator     
วันเสาร์ที่ 05 ธันวาคม 2009 เวลา 13:13 น.  
 
            วันฮารีรายา/รายอ บางท่านบอกว่าเป็นขนบธรรมเนียม บางท่านบอกว่าเป็นประเพณี จะเป็นขนบธรรมเนียมหรือประเพณีก็คงไม่ผิด เพราะวันรายา/รายอ เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีที่ประชาติอิสลามได้ยึดถือปฏิบัติมานานมากกว่า 1,400 ปี

           ฮารีรายา เป็นภาษามาลายู  ฮารี แปลว่า วัน รายา แปลว่า สนุกสนาน รื่นเริง ( 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เรียก รายอ) หรือจะเรียกวันสำคัญนี้ว่า วันตรุษของผู้นับถือศาสนาอิสลามก็ได้

            ในความหลากหลายของสังคม  ย่อมมีความแตกต่างในวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี โดยเฉพาะวันฮารีรายา คือ วันแห่งความรื่นเริงของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วโลก 

            สำหรับมุสลิมแล้ว วันรายา/รายอ จะมีอยู่สองครั้งในหนึ่งปี คือ วันอัยฎิลฟิตรี คือ วันรายาละศิลอด (ออกบวช) และวันอัยฎิลอัฏฮา(วันรายากุรบาน)

ประวัติความเป็นมา

            ตามบัญญัติในศาสนาอิสของศาสนาอิสลาม บัญญัติให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะต้องปฏิบัติตามตนตามกฎข้อบังคับ 5 ข้อ คือ

            ข้อที่ 1. ปฏิญาณตน : เป็นผู้ปฎิบัติตนอยู่ในศิลธรรมอย่างเคร่งครัด 

            ข้อที่ 2. ละหมาดวันละ 5 เวลา : ละหมาดซุบฮี, ละหมาดซูโฮร์, ละหมาดอัซรี, ละหมาดมักริบและละหมาดอีซา

            ข้อที่ 3 ถือศิลอด(ถือบวช)ในเดือนรอมฎอน : ใน 1 ปี จะต้องถือศิลอดเป็นเวลา 1 เดือน

            ข้อที่ 4 จ่ายฟิตเราะห์ : สละทรัพย์สินของตน ตามเกณฑ์ที่กำหนด

            ข้อที่ 5 หากผู้ใดมีความสามารถเพียงพอแก่การเดินทางจะต้องไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะ คือมีทรัพย์สินเงินทองเพียงพอต่อการเดินทางโดยไม่มีความเดือนร้อนต่อตนเอง และครอบครัว

รายาออกบวช (อีฎิลฟิตรี)

            วันรายาละศิลอด หรือรายาการออกบวช นับว่าเป็นวันสำคัญสำหรับประชาชาติอิสลามทุกคน ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด หากไม่มีความจำเป็นใดๆ ทุกคนจะเดินทางกลับภูมิลำเนาบ้านเกิด เพื่อร่วมเฉลิมฉลอง พบปะเยี่ยมเยียนญาติพี่น้อง และเป็นวันที่กำหนดให้ทุกคนขออภัยและให้อภัยต่อกัน คล้ายกันกับวันสงกรานต์ของไทย

            รายาละศิลอด สืบเนื่องมาจากการถือศิลอดของประชาชาติอิสลามในเดือนรอมฎอน ตามบทบัญญัติข้อที่ 3  เมื่อครบกำหนดการถือศิลอด ทุกคนจะต้องละศิลอในวันที่ครบกำหนดกรถือศิลอด (วันที่ 1 ของเดือนเซาวาล) 

            ในวันสำคัญนี้ ประชาชาติอิสลามจะงดเว้นกิจกรรมทุกอย่าง เช่น หน้าที่การงานในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ เกษตรกรรม หรืออาชีพใดๆ ก็ตาม ผู้ขายหยุดขาย ผู้ซื้อหยุดซื้อ เป็นเวลา 1  วัน จะซื้อหรือขายเฉพาะสิ่งจำเป็นเท่านั้น เช่น น้ำมันสำหรับเติมรถที่ใช้เป็นยานพาหนะในการเดินทาง เป็นต้น

            ก่อนถึงวันรายา แม่บ้าน พ่อบ้าน จะพากันออกไปตลาดเพื่อจับจ่ายซื้อข้าวของเพื่อใช้ในวันฮารีรายา เช่น เสื้อผ้าใหม่สำหรับครอบครัว อาหารเพื่อเตรียมไว้สำหรับรับแขก  ในช่วงหนึ่งอาทิตย์ก่อนถึงวันรายาตลาดนัดจะคึกคักไปด้วยผู้คน ที่เดินจับจ่ายซื้อข้าวของ


            การตระเตรียมขนมและอาหารไว้รับแขก ก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่พ่อบ้าน แม่บ้านจะต้องมีการวางแผนกันตั้งแน่เนิ่นๆ บางครัวเรือนก็จะต้องออกจากบ้านเข้าไปหาไม้ไผ่สำหรับทำข้าหลาม บางครัวเรือนก็จะทำข้าวต้มจากใบกะพ้อ บางก็ทำจากยอดมะพร้าว ส่วนขนมแห้งจะมีกันทุกบ้าน บ้างก็ทำเอง บางบ้านที่ไม่ค่อยมีเวลาประดิษฐ์ประดอยก็หาซื้อมาจากลาดนัดเตรียมไว้

            ถึงกำหนดวันรายาฟิตรี โดยการยึดถือการมองเห็นดวงจันทร์ สำหรับประเทศไทยจะยึดประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรี ซึ่งประกาศให้เป็นวันละศิลอด (ออกบวช) ตามคำรับรองของผู้ที่ได้รับมอบอำนาจให้เป็นคณะเฝ้ามองดวงจันทร์ (อิสลามจะนับเดือนตามจันทรคติ : ข้างขึ้นข้างแรม) เมื่อมองเห็นดวงจันทร์ ขึ้นทางทิศตะวันตกในช่วงค่ำของวันถือศิลอด หมายถึง เดือนรอมฎอนได้ผ่านพ้นไป และในวันรุ่งขึ้นจะเป็นวันที่ 1 เดือนเซาวาล คณะเฝ้ามองดวงจันทร์ที่มองเห็นดวงจันทร์ก็จะแจ้งไปยังสำนักงานจุฬาราชมนตรี เมื่อสำนักจุฬาราชมนตรีได้รับแจ้งก็จะประกาศอย่างเป็นทางการ โดยจุฬาราชมนตรี ผู้ซึ่งเป็นประมุขของผู้นับถือศาสนาอิสลามในประเทศไทย.และหากไม่สามารถมองเห็นดวงจันทร์ในวันที่จุฬาราชมนตรีมีคำสั่งมอบหมายให้มองดวงจันทร์ ก็ให้ถือศิลอดต่อไปอีกจนกว่าจะมองเห็นดวงจันทร์

            สำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดของแต่ละจังหวัด เมื่อรับทราบการประกาศ ก็จะแจ้งไปยังอีม่าม(ผู้นำทางศาสนาในชุมชน) มัสยิดต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง 

            เมื่ออีม่ามได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการจากสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ก็จะมอบหมายให้คอเต็บหรือบีลัล ทำหน้าที่ออกอากาศเสียงตามสายหรือหอกระจายข่าวให้ประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามในพื้นที่รับทราบอีกครั้งหนึ่ง บางพื้นที่ที่มีวิทยุชุมชนก็จะมีนักจัดรายการประกาศเป็นการแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบถึงวันรายาอัยฎิลฟตรี

            ในคืนก่อนจะถึงวันรายา ผู้นำครอบครัวจะนำข้าสารไปจ่ายซากาต (ทรัพย์สินส่วนตนและครอบครัว) ไปมอบให้อีม่ามหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอีม่ามให้เป็นผู้รับซากาต ณ มัสยิดในท้องถิ่นที่ตนอาศัย โดยกำหนดให้ทุกคนจะต้องจ่ายทรัพย์สินเป็นข้าวสารคนละ 4 ลิตร สำหรับบางคนที่ไม่มีข้าวสาร สามารถที่จ่ายเป็นเงินตามราคาข้าวสารในท้องตลาดโดยประกาศจากสำนักจุฬาราชมนตรีหรือสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ให้เป็นราคากลาง ส่วนผู้นับถือศาสนาอิสลามเพศชายที่บรรลุนิติภาวะ จะต้องเป็นผู้จ่ายซากาตด้วยตนเอง


 
 สัมภาษณ์อีม่ามในคืนครบกำหนดถือศิลอดพร้อมจ่ายซากาตฟิตเราะห์
 

            การจ่ายซากาต สามารถจ่ายได้ตั้งแต่ได้รับการประกาศให้วันรุ่งขึ้นเป็นวันรายา ไปจนถึงก่อนเวลาประกอบศาสนกิจ ( ละหมาดรายา ) เป็นอันหมดเวลาการจ่ายซากาตฟิตเราะห์

วันรายา คือวันแห่งความรื่นเริง

            เช้าตรู่ของวันที่ครบกำหนดการละศิลอด ในวันที่ 1  เดือนเซาวาล ฮิจเราะห์ศักราช......( รายาอัยฎิลฟิตรี ฮ.ศ.1430 ตรงกับ วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ.2552 ) เป็นวันที่ประชาชาติอิสลามพร้อมใจกันเฉลิมฉลองวันแห่งการละศิลอดในเดือนรอมฎอน เดือนอันประเสริฐยิ่งขอลมวลมุสลิมโลก เป็นวันที่ครอบครัวและบรรดาญาติมิตรได้พบกัน ได้ประกอบศาสนกิจร่วมกัน ได้ขออภัยและให้อภัยซึ่งกันและกัน นับเป็นวันแห่งการให้และวันแห่งความรักอย่างแท้จริง

            เช้าวันรายาอัยฎิลฟตรี ประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามทั้งชาย/หญิงและเด็กๆ ก็จะเดินทางมารวมตัวกัน ณ มัสยิด เพื่อกล่าวคำสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า ( อัลลอฮฺ ) และร่วมประกอบพิธีละหมาดโดยพร้อมเพรียงกัน ( ผู้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องละหมาดได้แก่ ผู้ป่วย ผู้มีสติไม่สมประกอบ ผู้หญิงที่มีประจำเดือนและผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตร เป็นต้น) บางชุมชนที่มีประชาชนมากไม่สามรถประกอบพิธีละหมาดในมัสยิดได้ ก็จะใช้พื้นหญ้า พื้นปูน หรือลานเอนกประสงค์เป็นที่ประกอบพิธีละหมาดแทนก็ได้

 

            ในพิธีละหมาดวันรายาอัยฎิลฟิตรี ชาย/หญิง จะทำละหมาดโดยพร้อมเพรียงกันในช่วงเช้า เวลาประมาณ 08.00 น. จากนั้นทุกคนจะต้องนั่งฟังการอ่านคุฏบะฮฺอย่างสงบและสำรวม

            การอ่านคุฎบะฮฺ ในวันรายาอัยฎิบฟิตรี จะเป็นการอ่านคำสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าและชื่นชมผู้ที่เดินทางมาร่วมพิธีทางศาสนาที่ได้กระทำกรรมดีตามแนวทางอิสลามในช่วงเดือนรอมฎอน และเป็นการสั่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี รู้จักการเสียสละ รู้จักการให้ตามแนวทางอิสลาม รู้จักการให้อภัย มีความรักสามัคคี ละเว้นการทำบาป เป็นต้น

การแต่งกายสำหรับการประกอบศาสนกิจ(ละหมาด) 

           โดยทั่วไปชาวบ้านในแถบภาคใต้ของไทยผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม มีความนิยมเหมือนกัน คือ การนุ่งผ้าถุงหรือโสร่ง โดยเฉพาะชุมชนที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมากมักนิยมนุ่งผ้าถุงหรือโสร่งทั้งหญิงและชาย ผู้ชายนุ่งผ้าโสร่งลายตาหมากรุก ผู้หญิงนิยมนุ่งผ้าโสร่งปาเต๊ะ เสื้อก็สวมเสื้อที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป 

            มุสลีมีน(ผู้ชาย) จะนุ่งผ้าโสร่ง(ผ้าถุง) หรือกางเกง ใส่เสื้อตะโล๊ะลางาหรือยุบะห์  หรือจะสวมเสื้ออย่างอื่นก็ได้ ที่เห็นว่าสะอาด ส่วนใหญ่จะใส่เสื้อผ้าใหม่ที่ซื้อมาก่อนถึงวันรายา ผ้าโพกศรีษะ หากไม่ใช้ผ้าโพกศรีษะก็จะใช้หมวกที่เรียกว่า กาเปียะ กาปีเยาะ(หมวกขาว) หรือซอเก๊าะ  ซองเก๊าะ (หมวกดำทรงเหลี่ยม)

            มุสลีมะห์(ผู้หญิง) นุ่งผ้าปาเต๊ะ สวมเสื้อบานง หรือบายอ หรือกุรง หรือเสื้อประเภทท่อนที่ตัดเย็บแบบสากลหรือเสื้อยืดแขนยาวไว้ด้านใน และคลุมศรีษะ เรียกตามภาษาถิ่นว่า คลุมฮิญาปแล้วคลุมทับด้วยผ้าตะลากงสีขาว

             เสร็จจากพิธีละหมาด ก็จะเดินทางไปเยี่ยมกูโบร์ (สุสาน)ที่ฝังศพของบุพการีและผู้ที่ล่วงลับ ร่วมกันอ่านยาซีน( คัมภีร์อัลกูรอ่าน) และดูออ( ขอพรต่ออัลลอฮฺ )เพื่อเป็นการอุทิศกุศลให้กับผู้ที่ล่วงลับ เป็นอันเสร็จสิ้นในเรื่องของการประกอบศาสนกิจในวันรายา


             เมื่อเสร็จจากการประกอบพิธีทางศาสนา ก็จะเดินทางไปพบและขอมาอัฟ(ขออภัย) จากบิดา-มารดา ผู้หลักผู้ใหญ่ ญาติมิตร และเพื่อนบ้าน บางคนที่มีญาติพี่น้องอยู่คนละท้องที่ก็จะพาครอบครัวเดินทางไปเยี่ยมญาติของฝ่ายสามี/ภรรยา ในต่างตำบล ต่างอำเภอ แม้จะเป็นต่างจังหวัด ระยะทางมากกว่า 1,000 กิโลเมตรก็ตาม ไม่ว่าบ้านใกล้บ้านไกล เมื่อเดินทางไปถึงเรือนชานบ้านใดก็ตาม จะได้รับการต้อนรับจากเจ้าของเรือนด้วยการยกขนมต่างๆ มาให้การต้อนรับ เป็นประเพณีปฏิบัติอีกอย่างหนึ่ง





ข้าวหลามกับแกงมัสมั่น เข้ากันดี

ตุป๊ะ ข้าวต้มมัดใบกระพ้อ วัฒนธรรมปัตตานี
 

ขนมที่มักทำในวันรายา มักจะเป็นพวกข้าวหลาม ข้าวต้มที่ห่อด้วยใบกะพ้อ และขนมแห้งอื่นๆ 

การทำข้าวหลามรายา

            ข้าวหลาม ที่นี่ต่างกันกับที่มีการซื้อขายตามงานต่างๆ รวมถึงในท้องถิ่นอื่นๆ คือ เริ่มจากการไปหาไม้ไผ่จากป่า จะเลือกเอาเฉพาะไผ่บางเท่านั้น ซึ่งชาวบ้านจะเรียกไผ่ชนิดนี้ว่าไผ่หลาม เลือกเอาขนาดที่พอเหมาะและเป็นไผ่ที่ไม่แก่และอ่อนเกินไป จากนั้นนำมาตัดออกเป็นท่อนๆ โดยให้ด้านหนึ่งติดข้อไผ่ไว้สำหรับให้ข้าหลามและน้ำปรุงไม่รั่วไหลออก ขั้นตอนต่อไปก็นำใบตองสดมาตัดและม้วนสอดเข้าไปในกระบอไม่ไผ่โดยเปิดช่องสำหรับกรอกข้าวสาร

            การปรุงข้าวหลามส่วนใหญ่จะทำกันในตอนกลางคืน เนื่องจากข้าวหลามประเภทนี้เหมาะแก่การเลี้ยงแขกตามประเพณี ไม่เหมาะต่อการเก็บไว้นานๆ 

            ก่อนจะทำการปรุงข้าวหลาม ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำข้าวหลามให้พร้อม โดยเฉพาะฟืนสำหรับก่อไฟผิงข้าวหลามจะต้องมีความร้อนสูง ส่วนใหญ่จะใช้กะลามะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงเนื่องจากถ่านจากกะลามะพร้าวมีความร้อนสูงและร้อนได้คงที่ต่อเนื่องกัน ทำให้ข้าวหลามที่ได้หอมและสุกคงที่เสมอกัน ราวผิงข้าวหลาม มักจะใช้ต้นกล้วยมาทำเป็นราว 

           สำหรับข้าวสารที่จะนำมาทำเป็นข้าวหลาม จะเลือกเอาข้าวสารเหนียวอย่างดี จะเป็นข้าวสารเหนียวดำหรือขาวก็ได้ แช่น้ำทิ้งไว้ในตอนเช้าหรือตอนกลางวัน เพื่อให้ข้าวสารเหนียวพองตัว เมื่อข้าวสารพองตัวได้ที่ก็ยกข้าวสารเหนียวขึ้นจากน้ำมาผึ่งไว้ให้แห้ง

            น้ำปรุงสำหรับทำข้าวหลาม ใช้มะพร้าวที่ขุดใหม่ๆ มาคั่นเอาน้ำกะทิ จากนั้นเติมเกลือแกงเล็กน้อย บางคนอาจหยอดน้ำตางลงไปเพื่อให้ออกรสหวานก็มี

             เมื่อทุกอย่างมีความพร้อม การปรุงข้าวหลามก็จะเริ่มขึ้น โดยการนำข้าวารกรอกลงในกระบอกไม้ไผ่ที่รองด้วยใบตองไว้ก่อนหน้านี้แล้วให้พอเหมาะ หากใส่น้อยก็จะทำให้ข้าวหลามเปียกแฉะไม่น่ากินและทำให้เปลืองกระบอก หากใส่มากจะทำให้ข้าวหลามดิบ ผู้ตวงจะต้องเป็นผู้ชำนาญเพราะไม่สามารถใช้เครื่องวัดตวงได้ อยู่ที่ขนาดของกระบอกไม้ไผ่ว่าควรจะใส่เท่าไหร่

            จากนั้นจึงนำน้ำปรุงกรอกตามลงไปแล้วนำไปจัดแรงผิงไฟ ในระหว่างผิงไฟจะต้องมั่นพลิกแปรกระบอข้าวหลามพร้อมกับใช้ไม้ที่เตรียมไว้คอยพยุงอยู่ตลอดเวลา ข้าวสารแห้งน้ำก็เติมน้ำปรุงลงไป ทำอยู่เช่นนี้จนกระทั้งข้าวหลามสุกได้ที่จึงยกไปเก็บไว้รับแขกในวันรายา 

            การทำข้าวหลาม 1 ราว มักใช้เวลานานเกือบตลอดทั้งคืน ต้องเป็นคนที่ใจเย็น อดทนและรอบคอบจึงจะสามารถทำข้าวหลามออกมาหอม อร่อยน่ารับประทาน 

            ขนมอื่นๆ เช่น  ข้าวต้มจากใบกะพ้อ ข้าวต้มประเภทนี้ มักจะมีการทำกันในงานบุญต่างๆ เช่น งานบุญสารทเดือนสิบ งานชักพระ  งานชิงเปรต และงานเทศกาลอื่นๆ เป็นที่นิยมไม่เว้นแม้แต่วันฮารีรายา  และขนมแห้งอื่นๆ อีกมากมาย อาจเป็นการประดิษฐ์ประดอยด้วยฝีมือแม่บ้านคนเก่ง หรือการซื้อหามาก็ได้

            บางบ้านที่พอมีฐานะ หรือพอมีเงินเหลือใช้ก็จะทำนูหรี(ทำบุญ) ด้วยการเลี้ยงข้าว ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวแกง เช่น แกงเป็ด ไก่ เนื้อ ปลา แพะ เป็นต้น เป็นการทำบุญให้กับผู้ล่วงลับที่เป็นบุพการีและผู้ล่วงลับทั้งหลายทั้งปวง ให้ได้รับกุศลผลบุญอีกทางหนึ่ง บางคนก็ถือเอาวันรายาทำบุญขึ้นบ้านใหม่   

การทำข้าวหลามรายา

            ข้าวหลาม ที่นี่ต่างกันกับที่มีการซื้อขายตามงานต่างๆ รวมถึงในท้องถิ่นอื่นๆ คือ เริ่มจากการไปหาไม้ไผ่จากป่า จะเลือกเอาเฉพาะไผ่บางเท่านั้น ซึ่งชาวบ้านจะเรียกไผ่ชนิดนี้ว่าไผ่หลาม เลือกเอาขนาดที่พอเหมาะและเป็นไผ่ที่ไม่แก่และอ่อนเกินไป จากนั้นนำมาตัดออกเป็นท่อนๆ โดยให้ด้านหนึ่งติดข้อไผ่ไว้สำหรับให้ข้าหลามและน้ำปรุงไม่รั่วไหลออก ขั้นตอนต่อไปก็นำใบตองสดมาตัดและม้วนสอดเข้าไปในกระบอไม่ไผ่โดยเปิดช่องสำหรับกรอกข้าวสาร

            การปรุงข้าวหลามส่วนใหญ่จะทำกันในตอนกลางคืน เนื่องจากข้าวหลามประเภทนี้เหมาะแก่การเลี้ยงแขกตามประเพณี ไม่เหมาะต่อการเก็บไว้นานๆ 

            ก่อนจะทำการปรุงข้าวหลาม ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์สำหรับทำข้าวหลามให้พร้อม โดยเฉพาะฟืนสำหรับก่อไฟผิงข้าวหลามจะต้องมีความร้อนสูง ส่วนใหญ่จะใช้กะลามะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงเนื่องจากถ่านจากกะลามะพร้าวมีความร้อนสูงและร้อนได้คงที่ต่อเนื่องกัน ทำให้ข้าวหลามที่ได้หอมและสุกคงที่เสมอกัน ราวผิงข้าวหลาม มักจะใช้ต้นกล้วยมาทำเป็นราว 

           สำหรับข้าวสารที่จะนำมาทำเป็นข้าวหลาม จะเลือกเอาข้าวสารเหนียวอย่างดี จะเป็นข้าวสารเหนียวดำหรือขาวก็ได้ แช่น้ำทิ้งไว้ในตอนเช้าหรือตอนกลางวัน เพื่อให้ข้าวสารเหนียวพองตัว เมื่อข้าวสารพองตัวได้ที่ก็ยกข้าวสารเหนียวขึ้นจากน้ำมาผึ่งไว้ให้แห้ง

            น้ำปรุงสำหรับทำข้าวหลาม ใช้มะพร้าวที่ขุดใหม่ๆ มาคั่นเอาน้ำกะทิ จากนั้นเติมเกลือแกงเล็กน้อย บางคนอาจหยอดน้ำตางลงไปเพื่อให้ออกรสหวานก็มี

             เมื่อทุกอย่างมีความพร้อม การปรุงข้าวหลามก็จะเริ่มขึ้น โดยการนำข้าวารกรอกลงในกระบอกไม้ไผ่ที่รองด้วยใบตองไว้ก่อนหน้านี้แล้วให้พอเหมาะ หากใส่น้อยก็จะทำให้ข้าวหลามเปียกแฉะไม่น่ากินและทำให้เปลืองกระบอก หากใส่มากจะทำให้ข้าวหลามดิบ ผู้ตวงจะต้องเป็นผู้ชำนาญเพราะไม่สามารถใช้เครื่องวัดตวงได้ อยู่ที่ขนาดของกระบอกไม้ไผ่ว่าควรจะใส่เท่าไหร่

            จากนั้นจึงนำน้ำปรุงกรอกตามลงไปแล้วนำไปจัดแรงผิงไฟ ในระหว่างผิงไฟจะต้องมั่นพลิกแปรกระบอข้าวหลามพร้อมกับใช้ไม้ที่เตรียมไว้คอยพยุงอยู่ตลอดเวลา ข้าวสารแห้งน้ำก็เติมน้ำปรุงลงไป ทำอยู่เช่นนี้จนกระทั้งข้าวหลามสุกได้ที่จึงยกไปเก็บไว้รับแขกในวันรายา 

            การทำข้าวหลาม 1 ราว มักใช้เวลานานเกือบตลอดทั้งคืน ต้องเป็นคนที่ใจเย็น อดทนและรอบคอบจึงจะสามารถทำข้าวหลามออกมาหอม อร่อยน่ารับประทาน 

            ขนมอื่นๆ เช่น  ข้าวต้มจากใบกะพ้อ ข้าวต้มประเภทนี้ มักจะมีการทำกันในงานบุญต่างๆ เช่น งานบุญสารทเดือนสิบ งานชักพระ  งานชิงเปรต และงานเทศกาลอื่นๆ เป็นที่นิยมไม่เว้นแม้แต่วันฮารีรายา  และขนมแห้งอื่นๆ อีกมากมาย อาจเป็นการประดิษฐ์ประดอยด้วยฝีมือแม่บ้านคนเก่ง หรือการซื้อหามาก็ได้

            บางบ้านที่พอมีฐานะ หรือพอมีเงินเหลือใช้ก็จะทำนูหรี(ทำบุญ) ด้วยการเลี้ยงข้าว ส่วนใหญ่จะเป็นข้าวแกง เช่น แกงเป็ด ไก่ เนื้อ ปลา แพะ เป็นต้น เป็นการทำบุญให้กับผู้ล่วงลับที่เป็นบุพการีและผู้ล่วงลับทั้งหลายทั้งปวง ให้ได้รับกุศลผลบุญอีกทางหนึ่ง บางคนก็ถือเอาวันรายาทำบุญขึ้นบ้านใหม่   


         เด็กๆ จะมีความสุขมากในวันฮารีรายา เพราะทุกคนจะได้ของขวัญสำหรับสวมใส่ในวันฮารีรายาด้วยใส่เสื้อผ้าใหม่ ที่ผู้ปกครอง บิดา-มารดา หรือญาติพี่น้อง เป็นผู้ซื้อให้เป็นของขวัญที่เด็กๆ ทุกคนชอบ เพราะหนูๆ จะได้ของขวัญเป็นเสื้อผ้าใหม่อีกครั้งก็ต้องรอรายาปีหน้า และเมื่อเด็กๆ เดินทางไปเยี่ยมเยียนบ้านใดก็ตาม เด็กๆ ก็จะได้รับเงินเล็กๆ น้อยๆ จากเจ้าของบ้านเป็นการรับขวัญ

ชุดแต่งกายชาย/หญิงอิสลามประจำถิ่น
 

รายาฮัจญี( อัยฎิลอัฎฮา)

            นับเป็นวันสำคัญอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามอีกวันหนึ่งเกี่ยวกับการเฉลิมฉลองในวันแห่งคามรื่นเริงของมวลมนุษยชาติอิสลาม

         รายาฮัจญี (อัยฏิลอัฎฮา) หรือรายากุรบาน เป็นวันที่ประชาชาติอิสลามร่วมเฉลิมฉลองพร้อมกันกับวันที่พี่น้องประชาชาติอิสลามทั่วโลกประกอบพิธีอัจย์ ณ ครเมกกะ ประเทศศาอุดีอาเรเบีย ด้วยการกล่าวตักบีร ละหมาด และชำและกุรบาน(ฆ่าสัตว์เพื่อนำเนื้อมารับประทานและแบ่งปัน) เป็นการแสดงออกถึงความศรัทธาและความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า(องค์อัลลอฮฺ) และรำลึกถึงประวัติของท่านศาสดาอิบรอฮิมอาลัยฮิซสาลามและครอบครัวที่เสียสละเพื่อเชิดชูคำสั่งองค์อัลลอฮฺ แม้ว่าการเสียสละนั้นเป็นเพียงการทดสอบที่มีค่ายิ่งต่อประชาชาติอิสลาม ที่องค์อัลลอฮฺได้ทรงประทานปัจจัยยังชีพและคุณประโยชน์อื่นๆที่ไม่สมารถคำนวณได้ ดังที่พระองค์ได้ประทานไว้ในคำภีร์อัลกุรอาน : ซูเราะห์ อัลบะเกาะเราะห์ อายะฮฺที่ 28 ว่า : جعون تر اليه ثم يحييكم ثم  يميتكم ثم  فاْحيك اموتا :ؤكنتم بالله تكفرؤن كيف

            ความว่า : พวกเจ้าจะฝืนคำสั่งอัลลอฮฺได้อย่างไร ในขณะที่พวกเจ้ายังไม่มีชีวิตนั้นพระองค์ได้ทรงให้เจ้ามีชีวิต ต่อมาก็ให้เสียชีวิต ต่อมาก็ให้ฟื้นคืนชีพและไปพบพระองค์ผู้ทรงสร้าง

            ประชาชาติผู้นับถือศาสนาอิสลามได้ร่าเริงในวันรายาอัยฎิลอัฏฮา เพื่อเป็นเครื่องหมายสัญญาณของการขอบคุณต่อองค์อัลลอฮฺที่ได้รับชัยชนะไม่เฉพาะเรื่องอัจญ์เท่านนั้น แต่เป็นความสำเร็จที่กว้างไกลเชื่อมโยงให้รำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุค ศตรรวรรษที่ 9 ฮิจเราะห์ศักราช... ให้เป็นข้อกำหนดที่ได้มีการประชุม และประกาศสู่สังคมอาหรับในนครเมกกะและสังคมโลกได้รับทราบ

            จากสงครามทางศาสนาที่มีมายาวนาน ได้มีการเชื่อมสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างชาวมุสลิมกับศาสนิกอื่นๆ เริ่มมีความมั่นคงและกระชับมากขึ้น สังคมในต่างศาสนาได้ยุติการขัดแย้งมีการคบหาไปมาหาสู่เป็นมิตราต่อกัน

            นครเมกกะได้ถูกสถาปนาให้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม ไม่อนุญาตให้ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่อิสลามเข้าไปทำกิจกรรมใด การอยู่พักอาศัยหรือเดินทางผ่าน จึงเป็นแผ่นดินต้องห้าม เป็นที่ยอมรับของมนุษยชาติที่ยินยอมให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของประชาชาติอิสลามนับแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

            รายาอัจญี(อัยฎิลอัฎฮาหรือรายากุรบาน) มีความหมายลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ในคุณค่าของมัน ซึ่งได้ฝังลึกอยู่ในจิตสำนึกของมวลมนุษยชนชาวมุสลิมมาเป็นระยาเวลาที่ยาวนาน 

            วันรายาฮัจญี เป็นวันเฉลิมฉลองครั้งยิ่งใหญ่ในรอบปี เนื่องจากเป็นวันที่ตรงกันกับผู้ที่เดินทางไปเคารพไบตุลลอฮ์ ณ นครเมกกะ  ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามทุกคนจะหยุดการทำกิจกรรมอื่นๆ ไว้ทั้งหมด สำหรับผู้ที่ต้องออกไปประกอบอาชีพนอกถิ่นฐานบ้านเกิดก็จะเดินทางกลับภูมิลำเนาเช่นเดียวกันกับวันรายาอัยฎิลฟิตรี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองในวันรื่นเริงกับญาติมิตร

            เช้าตรู่วันรายาฮัจญี (นับจากวันรายาอัยฎิลฟิตรี 100 วัน ) เป็นวันประกอบศาสนกิจเช่นเดียวกันกับวันรายาอัยฎิลฟิตรี  ต่างกันที่รายาฮัจญี ไม่มีการจ่ายซากาต แต่จะมีการเชือดกุรบาน ฆ่าสัตวจำพวก อูฐ โค กระบือ แพะ แกะฯ เป็นการแสดงออกถึงการศรัทธาและความยำเกรงต่อพระผู้เป็นเจ้า(องค์อัลลอฮฺ) และรำลึกถึงประวัติของท่านศาสดาอิบรอฮิมอาลัยฮิซสามามและครอบครัว

            เมื่อเสร็จสิ้นการประกอบศาสนกิจร่วมกัน ก็จะมีพิธีการทำกุรบาน เพื่อนำเนื้อสัตว์ที่ฆ่ามาเป็นอาหารและแจกจ่าย ...( คุตบะฮฺ สนง.คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสตูล.2551 : 2-3 ) .....อ่านบทความกุรบาน...
 
 ทำบุญกุรบาน

สำหรับชุมชนบ้านนาปริกจะมีกิจกรรมการแข่งขันกีฬาประเภทต่างๆ  ในวันรายาฮัจญี  เช่น

 -  การแข่งขันกีฬาฟุตบอลของเยาวชน 
- การแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน เช่น ขักกะเย่อชาย/หญิง ( แบ่งเป็นประเภท พ่อบ่าน/แม่บ้าน และเยาวชน ) กินวิบาก วิ่งสามขา และกีฬาอื่นๆ

- การแข่งขันกีฬาฟุตบอลผู้อาวุโส ( อายุตั้งแต่ 35 ขึ้นไป )   ซึ่งเป็นกีฬายอดฮิต ปิดท้ายรายการกีฬา เป็นการแข่งขันเพื่อสร้างความสามัคคีในช ุมชน โดยแบ่งกลุ่มนักกีฬาเป็นทีมบ้านตก ( ตก) แข่งกับทีมบ้านออก ( ชุมชนที่มีบ้านเรือนอยู่ทางทิศตะวันออก) โดยเอาสายน้ำลำห้วยใหญ่เป็นเส้นแบ่งเขต 
 
            เมื่อถึงเวลาการแข่งขัน ไม่ว่าใครจะมีธุระจำเป็นอยู่ที่ใด จะต้องรีบเดินทางกลับมาพร้อมกัน ณ สนามกีฬาในบริเวณมัสยิดฟัตหุเราะห์มาน บ้านนาปริก (สนามระหว่างมัสยิดกับศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนในปัจจุบัน) เพราะพ่อบ้านจะต้องกลับมาเป็นนักกีฬา แม่บ้านและลูกหลานก็จะเป็นกองเชียร์ การแข่งขันกีฬาผู้อาวุโสเป็นที่ชื่นชอบของกองเชียร์มาก เนื่องจากนักกีฬาแต่ละคนเป็นนักกีฬาจำเป็น เพราะต่างคนต่างมีภาระหน้าที่ไม่มีใครได้ซ้อม เมื่อถึงเวลานกหวีดบอกเวลาการแข่งขันเริ่มขึ้น นักกีฬาก็จะทุมเทประเภทสุดชีวิต เรื่องเหนื่อยจนเป็นลมคาสนามไม่ต้องเป็นห่วง เพราะแต่ละคนมีอาชีพเกษตรกรรม ที่สนุกมากๆ ก็ตรงที่เตะฟุตบอลผิดบ้างถูกบ้างนี่แหละที่เป็นที่สนุกสนาน เรียกเสียงฮาเสียงเชียร์กัน

            จบการแข่งขันกีฬา ในภาคกลางคืนก็จะมีกิจกรรมต่างๆ ของเยาวชน เช่น การแข่งขันอ่านคำภีร์อัลกุรอาน การซาเราะห์ (บรรยายธรรม) การแสดงลิเกฮูลู การแสดงสิละ การขับร้อง(ลาฆู)ของเยาวชนและกลุ่มแม่บ้าน การแข่งขันตอบปัญหาธรรม และการโต้วาที เป็นต้น
   ที่มา
บันทึกการเข้า

วันเวลาที่ผ่านไปมันไม่ใช่แค่ทำให้คนเราชรา มันยังทำให้เราโตขึ้น ทุกวันๆ ทำให้เรารู้มากขึ้น เห็นอะไรมากขึ้น เข้าใจโลกในแง่มุมต่างๆได้มากขึ้น รู้จักชีวิตดีขึ้น ศรัทธาชีวิตมากขึ้น นั่นหรือมิใช่ความน่าจะเป็นไปของผู้คน หรือแค่เพียงให้ได้เกิดมาแล้วก็ตาย ให้ครบรอบวัฏสงสาร   จอมยุทธ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  



ให้ความเพ้อฝันได้เป็นความเพ้อฝันอยู่อย่างนั้น แม้สังคมในอุดมคติจะเกิดขึ้นมิได้ที่นี่ นั่นไม่ได้หมายความว่า จะต้องโอนอ่อนผ่อนตามกระแสธารแห่งกิเลส ที่ติดตามมาจากโลกแห่งความเป็นจริง และมุสลิมเชียงใหม่มิได้แสวงหาความเป็นเลิศ หรือยึดโยงอยู่กับสถิติผู้เยี่ยมชม

    และนี่คือขยะกองใหญ่ เชิญท่านทั้งหลายขุดคุ้ยค้นหา แยกเอาแต่สิ่งดีๆ หยิบฉวยติดมือออกไปใช้ประโยชน์ ต่อยอด เทียบเคียง ประยุกต์ใช้ 
ขอขอบคุณพี่น้องทุกท่าน ที่หยิบยื่นประสบการณ์ แนวคิดและมุมมองเหล่านี้ ไว้ให้เป็นวิทยาทาน และด้วยความทรงจำที่ดีต่อกั



(ด้วยแนวคิดที่คล้ายคลึงกันคัดลอกคำคมจากบ้านจอมยุทธ์ขอบคุณครับ)
เพื่อความยั่งยืนของ มุสลิมเชียงใหม่ดอทเน็ต

Check Page Rank of your Web site pages instantly:

This page rank checking tool is powered by Page Rank Checker service